ไวรัสโคโรน่า Covid-19

ไวรัสโคโรนา COVID-19 โควิด-19 ติดได้จากทางไหนบ้าง

ไวรัสโคโรนา COVID-19 “โควิด -19 (COVID-19)” เป็นอีกชื่อหนึ่งของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ มีหลักฐานจากการถอดรหัสทางพันธุกรรมว่า SARS-CoV-2 มีต้นกำเนิดมาจากค้างคาวมงกุฎเทา อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า สัตว์ชนิดใดเป็นพาหะของไวรัส แต่ COVID-19 สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ ทำให้ยังคงระบาดไปทั่วโลก ในขณะนี้มีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 1 ล้านคนมาร่วมตอบคำถามว่า COVID-19 ติดต่อได้อย่างไร…ทางไหน?

การหลีกเลี่ยง COVID-19 ปลอดภัยแค่ไหน?

  • ผู้ป่วยที่ไม่สบายควรสวมหน้ากากอนามัย ด้วยสีเข้มด้านนอกสีอ่อนด้านในปิดปาก – จมูกคางหยิกดั้ง และล้างมือส่วนผู้ที่ไม่ป่วยสามารถสวมหน้ากากผ้าได้ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายทางสารคัดหลั่ง หรือทางเดินหายใจ
  • การไอ หรือจามเข้าที่แขนไหล่หรือเข้าที่คอ หรือคอหลีกเลี่ยงการใช้มือปิดปาก และจมูก
  • กินอาหารที่ถูกสุขลักษณะกินช้อนร้อนใครช้อนมัน ไม่กินอาหารดิบหรือไม่สุก โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่นเนื้อวัว และเนื้อหมู
  • ล้างมือบ่อยๆ หรือเช็ดด้วยแอลกอฮอล์อย่างน้อย 70% อย่าสัมผัส หรือขยี้ตาเมือกปาก และใบหน้า
  • หลีกเลี่ยงการไปสถานที่แออัดที่มีผู้คนจำนวนมาก และรักษาระยะห่างจากสังคม (Social Distancing) โดยห่างกันอย่างน้อย 1 – 2 เมตร
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ไอ หรือจาม
  • งดการเดินทางไปต่างประเทศรวมถึงสถานที่ที่มีการระบาดของโรค
  • งดการแบ่งปันสิ่งของกับผู้อื่น แม้จะอยู่ในตระกูลเดียวกัน เช่นแว่นตา ผ้าขนหนู เป็นต้น

แม้ว่าโควิด -19 (COVID-19) ยังคงแพร่ระบาดไปทั่วโลก และไม่มีการคาดเดาว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด แต่การเตรียมการป้องกัน และรับมือสามารถทำได้ทุกคน ต้องสังเกตตัวเองว่ามีไข้ ไอเ จ็บคอ น้ำมูกไหล หายใจไม่อิ่ม สามารถปรึกษาแพทย์ได้ทันที

อาการแบบไหนที่เรียกว่า COVID-19?

เฮ้! เราติด COVID หรือยัง…นี่คือกระแสฮิต ที่ไม่มีใครอยากพูดหรือได้ยินเลย เนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด -19 (COVID-19) ได้แพร่กระจายไปทั่วโลก และคร่าชีวิตผู้คนไปไม่น้อย ในประเทศของเราเองก็มีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อเช่นกัน มันทำให้หลายคนกังวลและหวาดกลัว มาดูกันว่า COVID-19 แสดงอาการป่วยอย่างไร

เช็คตัวเองด่วน !!!

กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข ระบุอาการหลักที่สังเกตได้ง่ายๆ ดังนี้

  • มีไข้สูงกว่า 37.5 องศา
  • เจ็บคอ
  • ไอแห้ง
  • อาการน้ำมูกไหล
  • หายใจไม่ออก

แม้ว่าอาการโดยทั่วไปจะดูคล้ายกับโรคไข้หวัด แต่ความรุนแรงของไวรัสตัวใหม่นี้ยังไม่มียาปฏิชีวนะ หรือวัคซีนใด ๆ การรักษาให้หายโดยตรง เป็นเพียงการรักษาแบบประคับประคอง และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่นปอดบวม สิ่งนี้นำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่ออวัยวะภายในล้มเหลว และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ จนได้รับชีวิตในที่สุด

ใครมีความเสี่ยง?

ทุกคนไม่ว่าจะเป็นเพศใด หรือวัยใดล้วนมีโอกาสสัมผัสได้กับทุกโรค โดยเฉพาะคนกลุ่มต่อไปนี้

  • ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศ หรือเมืองที่มีการระบาดของโรคอย่างต่อเนื่อง
  • คนที่เข้า หรือออก รวมถึงการเปลี่ยนเครื่องบินในประเทศ หรือเมืองที่โรคยังคงแพร่ระบาด
  • บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข
  • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่นโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือด และหัวใจ ความดันโลหิตสูง ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เป็นต้น

สงสัยจะติดแน่ ๆ จะทำอย่างไร

หากเพิ่งกลับมาจากพื้นที่ที่มีแนวโน้มที่จะเกิดการระบาด ให้กักกันตนเองเป็นเวลาอย่างน้อย 14 วันเพื่อสังเกตอาการในช่วงระยะฟักตัว หากพบว่ามีอาการทั้ง 5 อย่างนี้ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจอย่างละเอียด เพื่อวินิจฉัยอาการของโรค ดังนี้

  • มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ไอ จาม เจ็บคอ น้ำมูกไหล หายใจลำบากหอบหายใจ
  • เป็นโรคปอดบวมโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรงปอดบวมและน้ำท่วมปอด
  • ไตวายเม็ดเลือดขาวลดความล้มเหลวของระบบหัวใจและหลอดเลือด

พวกเขาต้องตอบตามความเป็นจริงโดยไม่ปิดบัง และบิดเบือนข้อมูลไม่เพียง แต่เพื่อการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องด้วยตนเองของแพทย์เท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยเช่นกัน ในการควบคุมไม่ให้แพร่กระจายไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่สำคัญเราทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจ อยู่ที่ Home Stay ที่ Home Safe หลีกเลี่ยงการไปสถานที่แออัด อยู่ห่างกันล้างมือบ่อย ๆ และสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน

ไข้หวัดธรรมดา

  • มีไข้ต่ำ
  • อาการน้ำมูกไหล
  • ไอ
  • จาม
  • เจ็บคอ

ความรุนแรง: มักไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และไม่มีอาการที่รบกวนชีวิตประจำวันมากนักและมีอาการไม่นานมานี้เพียงรับประทานยาให้หมดพักผ่อนให้เพียงพออาการไข้หวัดใหญ่จะค่อยๆหายไปในระยะเวลาสามถึงสี่วัน

โควิด-19

  • มีไข้ น้ำมูกไหล เจ็บคอ ไอแห้ง
  • มีเสมหะ (อาจมีเลือดติดเป็นเส้นสาย)
  • หายใจถี่ (ยาก)
  • ปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • อาจมีอาการคลื่นไส้
  • ท้องร่วง

ความรุนแรง: สิ่งนี้จะนำไปสู่โรคปอดบวมซึ่งนำไปสู่ความตาย แต่ความรุนแรงจะแตกต่างกันไปตามความแข็งแรง และภูมิคุ้มกันของแต่ละคน โดยเด็กเล็ก และวัยรุ่นจะมีอาการรุนแรงน้อยกว่าผู้สูงอายุ (ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และมีโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องกับปอด)

แต่ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ เช่นมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย และมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ หรือไปในสถานที่ที่มีความเสี่ยงควรรีบไปตรวจหาเชื้อโดยด่วน !! แต่ถ้าใครไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ยาแนะนำพักผ่อนให้เพียงพออยู่บ้าน 14 วันและสังเกตตัวเองต่อไป หากอาการไม่ดีขึ้นให้ไปพบแพทย์ทันที